จากเมฆบนฟ้าถึงชีวิตประชาชน ทำไมประเทศไทยต้องใช้ “Doppler Radar” แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง
อัพเดทล่าสุด: 22 ส.ค. 2026
8 ผู้เข้าชม

“รัฐบาลจะถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้…”
คำพูดเดิมๆ ที่เราได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่เกิดเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่หุบเขาสลับซับซ้อน คำถามสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลคือ ทำไมเราถึงยังต้องรับมือกับภัยธรรมชาติแบบ “ตั้งรับเมื่อสาย” หรือ “วัวหายล้อมคอก” อยู่เสมอ?
ในการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา “นราพัฒน์ แก้วทอง” รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้วางแนวทางพลิกโฉมการจัดการน้ำด้วยแนวคิด “พยากรณ์น้ำบนฟ้า-บริหารน้ำบนดิน” ที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ขั้นตอนที่ 1 : พยากรณ์น้ำบนฟ้า ติดตั้ง Doppler Radar ตรวจอากาศ 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำในก้อนเมฆและพยากรณ์ล่วงหน้าได้ละเอียดถึงระดับ 1 ตารางกิโลเมตร จากนั้นใช้ระบบ ‘Supercomputer’ (ซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ประมวลผลข้อมูลเรดาร์ ควบคุมมวลน้ำที่ไหลผ่าน 22 ลุ่มน้ำใหญ่ และ 350 ลุ่มน้ำย่อย ก่อนแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast โดนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเตรียมแผนอพยพได้อย่างทันท่วงที
ขั้นตอนที่ 2 : ต้องมีการสร้างแก้มลิงใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชะลอน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำที่ไหลบ่าอย่างมหาศาล อีกทั้งยังเสริมศักยภาพการกักเก็บน้ำขึ้นอีก 72% ของความจุเดิมทั้งประเทศในปริมาณ 30,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่มาจาก 3 เขื่อนใหญ่ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์) เป็น 38,500 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทำให้ข้อมูลจากเรดาร์ส่วนใหญ่ยังถูกใช้เพียงแค่ ‘แจ้งเตือนว่าฝนกำลังจะตก’ แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาคำนวณเปลี่ยนเป็น ‘ปริมาณน้ำป่าดิบที่จะทะลักลงลำน้ำ’ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำเท่าที่ควร
มองโลกมองไทย: ใช้ ‘Doppler Radar’ อย่างไร? ต่อลมหายใจชีวิตคน
ในประเทศที่รับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การมีเรดาร์ แต่คือการนำข้อมูลที่มีอย่างมหาศาลมาประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ
“สหรัฐอเมริกา” ใช้ Next Generation Radar (NEXRAD) เรดาร์ความละเอียดสูงคำนวณมวลน้ำร่วมกับ ‘สภาพดิน’ ทันที พร้อมยิงสัญญาณแจ้งเตือน Cell Broadcast เข้ามือถือประชาชนล่วงได้ 1-3 ชั่วโมงก่อนน้ำทะลัก
“ญี่ปุ่น” ที่มีการติดตั้ง X-RAIN Network เรดาร์คลื่นสั้นถี่เป็นพิเศษในพื้นที่ภูเขา ทำหน้าที่สแกนและอัปเดตข้อมูลทุกๆ 1 นาที ทำให้สามารถประเมินน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหุบเขา
สอดคล้องกับ “สวิตเซอร์แลนด์” ที่ได้ใช้ระบบ Rad4Alp นำความหนาแน่นมวลน้ำจากเรดาร์แถบเทือกเขาแอลป์ มาจำลองพยากรณ์อากาศเฉพาะถิ่น ทำให้ประเมินทิศทางน้ำป่าล่วงหน้าได้ถึง 8 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่สามารถอพยพคนได้ทัน
บทเรียนจาก “น้ำท่วม” มีให้เห็นกันทุกปี แต่หลังจากนี้ “การแจ้งเตือน” จะต้องมีประสิทธิภาพ เพราะทุกวินาทีที่ประวิงออกไป นั่นหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนแขวนอยู่บนความเสี่ยง
.
ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์การบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้างที่ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนการเตือนภัยธรรมดาให้กลายเป็น “ระบบซื้อเวลาชีวิต” ที่ทำได้จริงเพื่อคนไทยทุกคน
คำพูดเดิมๆ ที่เราได้ยินซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่เกิดเหตุอุทกภัยน้ำป่าไหลหลากในพื้นที่หุบเขาสลับซับซ้อน คำถามสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีพัฒนาไปไกลคือ ทำไมเราถึงยังต้องรับมือกับภัยธรรมชาติแบบ “ตั้งรับเมื่อสาย” หรือ “วัวหายล้อมคอก” อยู่เสมอ?
ในการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา “นราพัฒน์ แก้วทอง” รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้วางแนวทางพลิกโฉมการจัดการน้ำด้วยแนวคิด “พยากรณ์น้ำบนฟ้า-บริหารน้ำบนดิน” ที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุด
ขั้นตอนที่ 1 : พยากรณ์น้ำบนฟ้า ติดตั้ง Doppler Radar ตรวจอากาศ 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำในก้อนเมฆและพยากรณ์ล่วงหน้าได้ละเอียดถึงระดับ 1 ตารางกิโลเมตร จากนั้นใช้ระบบ ‘Supercomputer’ (ซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ประมวลผลข้อมูลเรดาร์ ควบคุมมวลน้ำที่ไหลผ่าน 22 ลุ่มน้ำใหญ่ และ 350 ลุ่มน้ำย่อย ก่อนแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast โดนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และเตรียมแผนอพยพได้อย่างทันท่วงที
ขั้นตอนที่ 2 : ต้องมีการสร้างแก้มลิงใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อชะลอน้ำท่วมอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นพื้นที่รองรับมวลน้ำที่ไหลบ่าอย่างมหาศาล อีกทั้งยังเสริมศักยภาพการกักเก็บน้ำขึ้นอีก 72% ของความจุเดิมทั้งประเทศในปริมาณ 30,300 ล้านลูกบาศก์เมตร ที่มาจาก 3 เขื่อนใหญ่ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนศรีนครินทร์) เป็น 38,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

(นราพัฒน์ แก้วทอง - รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ)
“บริหารจัดการข้อมูล” คือ “หัวใจของการกู้วิกฤต”
ความจริงแล้วประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนเครื่องมือตรวจอากาศ ปัจจุบันเราใช้ ‘ระบบผสมผสาน’ โดยมีหน่วยงานหลักอย่าง กรมอุตุนิยมวิทยา, กรมฝนหลวงและการบินเกษตร รวมถึง สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร
แม้ทุกหน่วยงานจะทำงานกันอย่างผสมผสาน แต่ข้อจำกัดของไทยในปัจจุบันคือ แม้เราจะมี ‘Doppler Radar’ ใช้งานอยู่แล้ว แต่ปัญหาหลักคือ ‘ขาดการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทำให้ข้อมูลจากเรดาร์ส่วนใหญ่ยังถูกใช้เพียงแค่ ‘แจ้งเตือนว่าฝนกำลังจะตก’ แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาคำนวณเปลี่ยนเป็น ‘ปริมาณน้ำป่าดิบที่จะทะลักลงลำน้ำ’ เพื่อแจ้งเตือนล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำเท่าที่ควร
มองโลกมองไทย: ใช้ ‘Doppler Radar’ อย่างไร? ต่อลมหายใจชีวิตคน
ในประเทศที่รับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การมีเรดาร์ แต่คือการนำข้อมูลที่มีอย่างมหาศาลมาประมวลผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ
“สหรัฐอเมริกา” ใช้ Next Generation Radar (NEXRAD) เรดาร์ความละเอียดสูงคำนวณมวลน้ำร่วมกับ ‘สภาพดิน’ ทันที พร้อมยิงสัญญาณแจ้งเตือน Cell Broadcast เข้ามือถือประชาชนล่วงได้ 1-3 ชั่วโมงก่อนน้ำทะลัก
“ญี่ปุ่น” ที่มีการติดตั้ง X-RAIN Network เรดาร์คลื่นสั้นถี่เป็นพิเศษในพื้นที่ภูเขา ทำหน้าที่สแกนและอัปเดตข้อมูลทุกๆ 1 นาที ทำให้สามารถประเมินน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่มในหุบเขา
สอดคล้องกับ “สวิตเซอร์แลนด์” ที่ได้ใช้ระบบ Rad4Alp นำความหนาแน่นมวลน้ำจากเรดาร์แถบเทือกเขาแอลป์ มาจำลองพยากรณ์อากาศเฉพาะถิ่น ทำให้ประเมินทิศทางน้ำป่าล่วงหน้าได้ถึง 8 ชั่วโมง เปิดโอกาสให้หน่วยงานรัฐในพื้นที่สามารถอพยพคนได้ทัน
บทเรียนจาก “น้ำท่วม” มีให้เห็นกันทุกปี แต่หลังจากนี้ “การแจ้งเตือน” จะต้องมีประสิทธิภาพ เพราะทุกวินาทีที่ประวิงออกไป นั่นหมายถึงชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนแขวนอยู่บนความเสี่ยง
.
ทั้งหมดนี้คือวิสัยทัศน์การบริหารจัดการน้ำเชิงโครงสร้างที่ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อน เพื่อเปลี่ยนการเตือนภัยธรรมดาให้กลายเป็น “ระบบซื้อเวลาชีวิต” ที่ทำได้จริงเพื่อคนไทยทุกคน
