แชร์

คำต่อคำ! "พีระพันธุ์" ชำแหละโครงสร้างพลังงานไทย เมื่อ กกพ.อำนาจล้น-กฟผ.ถูกลดบทบาท จี้รัฐ “สังคายนา” ทั้งระบบ คืนความเป็นธรรมประชาชน

อัพเดทล่าสุด: 8 ก.ย. 2026
12 ผู้เข้าชม

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวบนเวทีเสวนา “ปรับบทบาท กกพ. เสริมแกร่ง กฟผ. เติมรายได้รัฐ ลดรายจ่ายประชาชน” เปิดประเด็นโครงสร้างพลังงานไทย ตั้งแต่กฎหมาย โครงสร้าง กกพ. บทบาท กฟผ. การประมูลโรงไฟฟ้า สัญญาซื้อขาย แผน PDP พลังงานหมุนเวียน ไปจนถึงโครงสร้างน้ำมัน ที่ต้องเร่ง “สังคายนา” เพื่อคืนความเป็นธรรมกับประชาชน


ชี้ “ช่องโหว่กฎหมายพลังงาน” จี้ออกกฎหมายคุมน้ำมัน 2 ฉบับ

นายพีระพันธุ์ มองว่า โครงสร้างกฎหมายพลังงานของไทยยังมีช่องโหว่ โดยมีกฎหมายที่กำกับไฟฟ้า มีกฎหมายที่กำกับก๊าซ แต่กลับไม่มีกฎหมายที่มากำกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งที่น้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเรื่องของความมั่นคงของประเทศไม่ต่างจากไฟฟ้า จึงเสนอให้เร่งออกกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายกำกับการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง และกฎหมายว่าด้วยการสำรองน้ำมันแห่งชาติ เพื่ออุดช่องโหว่ในจุดที่กฎหมายยังไม่ครอบคลุมเรื่องดังกล่าว


ปัญหาพลังงานเริ่มจาก “คนมีอำนาจไม่เข้าใจกฎหมาย”

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงการบริหารประเทศว่า ปัญหาหลายเรื่องเกิดจากคนมีอำนาจในประเทศ “อ่อนด้อยเรื่องกฎหมาย” จึงทำให้การแก้ปัญหาหลายอย่างเกิดความสับสน โดยยกกรณีโฮปเวลล์ เหมืองทองอัครา และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเป็นตัวอย่าง พร้อมย้ำว่ากฎหมายไม่ใช่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะทุกอย่างในโลกนี้เปลี่ยนได้ทั้งนั้น หากสถานการณ์หรือวัตถุประสงค์เดิมเปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องแก้ให้สอดคล้องกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลง


ดัน กฟผ.ผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 50% “แค่นี้ก็จบ”

นายพีระพันธุ์ เสนอว่า กฟผ.ต้องกลับมาเป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยให้ กฟผ.ผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 50% โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่มีอะไรยากหากรัฐต้องการให้ กฟผ.กลับมาแข็งแกร่ง ก็ต้องสนับสนุนเงินและทรัพยากรให้ กฟผ.มีความพร้อมในการทำหน้าที่



ซัด! กฎหมาย กกพ.ให้อำนาจล้น “ลูกน้องใหญ่กว่าลูกพี่”

นายพีระพันธุ์ มองว่าปัญหาของ กกพ.อยู่ที่กฎหมายซึ่งให้อำนาจไว้มาก แต่ความรับผิดไม่ได้เดินไปพร้อมกับอำนาจ พร้อมตั้งคำถามว่า “ลูกน้องใหญ่กว่าลูกพี่ มันมีที่ไหน นอกจากประเทศไทย” ขณะเดียวกัน กกพ.ยังสามารถกำหนด TOR สเปก และเงื่อนไขต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดหาและผลิตไฟฟ้า จนมีผลต่อทิศทางของระบบพลังงาน โดยมองว่า “ใครคุม กกพ.ได้ คนนั้นเป็นเศรษฐี” หรือหากสามารถให้ข้อมูลจน กกพ.เชื่อ ก็เท่ากับสามารถคุมระบบพลังงานของประเทศได้


ชี้ “ไฟฟ้าคือบริการรัฐ” กำไรเอกชนต้องพอสมควรแก่เหตุ

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามว่า หากกำไรของระบบพลังงานมีมหาศาล ขณะที่ประชาชนเป็นผู้จ่ายค่าไฟทั้งหมด ก็ต้องกลับมาดูว่าค่าไฟที่ประชาชนจ่ายอยู่เป็นธรรมหรือไม่ เพราะหากกำไรของระบบพลังงานมากเกินไป ก็แปลว่าค่าไฟที่ประชาชนจ่ายอาจไม่เป็นธรรม พร้อมชี้ว่าไฟฟ้าแตกต่างจากกิจการทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับชีวิตคนและความมั่นคงของประเทศ ไฟฟ้าควรจะเป็นบริการของรัฐที่มีให้กับประชาชน แต่ไม่ได้หมายความว่าเอกชนจะทำธุรกิจแล้วไม่มีกำไร เพียงแต่กำไรต้องพอสมควรแก่เหตุและเป็นธรรม ไม่ใช่มากจนกลายเป็นมหาเศรษฐี


กฎหมาย กกพ.เกิดมาเพื่อรองรับแปรรูป เลิกแปรรูปก็ต้องแก้

นายพีระพันธุ์ ย้อนถึงที่มาของกฎหมาย กกพ.ว่า จัดทำขึ้นในช่วงที่มีแนวคิดแปรรูปกิจการไฟฟ้า 3 แห่ง โดยกฎหมายถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการแปรรูปดังกล่าว แต่เมื่อการแปรรูปไม่เกิดขึ้น กฎหมายกลับไม่ได้ถูกแก้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ จึงเห็นว่าเมื่อวัตถุประสงค์เดิมของกฎหมายเปลี่ยนไปก็ต้องแก้กฎหมาย


ประมูลไฟ 8,300 MW กฟผ.ลงไม่ได้ แต่บริษัทย่อยลงได้

นายพีระพันธุ์ ยกกรณีการประมูลกำลังผลิตไฟฟ้า 8,300 เมกะวัตต์ในปี 2562 โดยตั้งคำถามว่า เหตุใด กฟผ.จึงไม่สามารถเข้าร่วมประมูลโดยตรง แต่บริษัทในเครืออย่างราชบุรีสามารถเข้าร่วมได้ ขณะเดียวกัน กกพ.ยังมีอำนาจกำหนด TOR และสเปกของการประมูล จึงเสนอว่าต้องมีระเบียบกลางว่า เวลาจะเปิด TOR หรือเปิดประมูลต่าง ๆ ต้องมีหลักเกณฑ์กลางอะไร เพื่อไม่ให้การกำหนดเงื่อนไขขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจ


สร้างโรงไฟฟ้า 5,000 MW ทำไม “ถ้าใช้ไม่หมดก็เกิดภาระ AP”

นายพีระพันธุ์ อธิบายถึงระบบ AP หรือค่าความพร้อมจ่าย และ EP หรือค่าพลังงานที่ผลิตจริง โดยมองว่าในทางทฤษฎีการจ่าย AP เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ประเด็นสำคัญต้องย้อนกลับไปดูว่ามีการสร้างกำลังผลิตเกินความจำเป็นหรือไม่ เพราะหากโรงไฟฟ้ามีกำลังผลิต 5,000 เมกะวัตต์ แต่ กฟผ.รับซื้อเพียง 2,000 เมกะวัตต์ อีก 3,000 เมกะวัตต์ที่เหลือก็ยังมีภาระค่าความพร้อมจ่าย โดยตั้งคำถามว่า “ไอ้ 5,000 เนี่ย มันควรจะเป็นแค่สัก 4,000 หรือเปล่า หรือมันควรจะเป็นแค่สัก 3,500 หรือเปล่า” ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ AP เพียงอย่างเดียว แต่ต้องย้อนกลับไปดูตั้งแต่ต้นว่าทำไมจึงต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ขนาดนั้น


ภาระ AP 20-25 ปีเกือบ 1 ล้านล้านบาท จี้เปิดสัญญาตรวจสอบ

นายพีระพันธุ์ ระบุว่าได้รับข้อมูลว่าภาระ AP ตลอดอายุสัญญา 20-25 ปีอาจอยู่ที่ประมาณ 9.8 แสนล้านบาท หรือใกล้ 1 ล้านล้านบาท แต่ย้ำว่าตนไม่เคยมีโอกาสตรวจสอบสัญญาโดยตรง จึงตั้งคำถามว่า “มันใช่ตัวเลขนี้จริงไหม ใครเคยไปตรวจสอบ” พร้อมเรียกร้องให้นำสัญญาและตัวเลขออกมาเปิดเผยว่า “ถ้าจริงคือเอาเงินจากประชาชนไปจ่าย” และระบุว่า “ผมถึงพูดคำนึงอยู่เสมอว่ามาปล้นประชาชน” หากภาระดังกล่าวเป็นเงินจริงที่ประชาชนต้องจ่าย



เสนอกฎหมายเอาผิดเจ้าหน้าที่รัฐ เปิดช่องสัญญาเอาเปรียบประชาชน

นายพีระพันธุ์ เสนอว่าควรมีกฎหมายกำหนดความรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐที่ไปทำสัญญาแล้วเปิดช่องให้เกิดความเสียหายหรือความเสียเปรียบแก่รัฐและประชาชน พร้อมเสนอให้มีกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยให้ศาลมีอำนาจ 3 ทาง ได้แก่ ยกเลิกสัญญาทั้งฉบับ ยกเลิกเฉพาะข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม หรือแก้ไขข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม โดยมองว่าต้องมีกฎหมายเพื่อจัดการกับข้อสัญญาที่เอาเปรียบประชาชน


จี้ยกเลิกสัญญา “ห้ามเปิดเผย” ชี้กระทบประชาชน

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามถึงข้อสัญญาที่กำหนดห้ามเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ โดยเฉพาะสัญญาที่เกี่ยวข้องกับกิจการพลังงานและเงินที่ประชาชนต้องเป็นผู้รับภาระ โดยมองว่าข้อสัญญาดังกล่าวไม่ควรนำมาใช้ปิดกั้นการตรวจสอบ หากเป็นสัญญาที่กระทบกับประชาชนและประเทศ ย้ำว่า “ต้องยกเลิก”


เงิน 4 แสนล้าน ทำไมไม่แบ่งให้ กฟผ. เสริมความแข็งแกร่ง

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามถึงเงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานว่า หากต้องการให้ กฟผ.กลับมาเป็นองค์กรหลักของระบบไฟฟ้า เหตุใดจึงไม่แบ่งเงินให้ กฟผ.นำไปเสริมศักยภาพ โดยมองว่า กฟผ.มีทั้งบุคลากรและประสบการณ์ในการดูแลระบบไฟฟ้าของประเทศ และคน กฟผ.มีจิตสำนึกว่าเป็นคนของรัฐไม่ใช่คนของนายทุน จึงควรสนับสนุนให้ กฟผ.กลับมาแข็งแกร่ง


จี้ถาม “ทำไมต้องมี 3 การไฟฟ้า” ต้นทุนเพิ่มแต่ประชาชนจ่ายคนเดียว

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามถึงการมีการไฟฟ้า 3 แห่ง ได้แก่ กฟผ. การไฟฟ้านครหลวง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคว่า “ทำไมต้องมี 3 การไฟฟ้า” เพราะการมี 3 การไฟฟ้า หมายถึงต้นทุนเพิ่ม 3 แห่ง และต้องมีส่วนต่างกำไร 3 แห่ง ขณะที่คนจ่ายมีคนเดียวคือประชาชน จึงเสนอให้กลับมาดูโครงสร้างใหม่ว่า “ทำอย่างไรจะให้ กฟผ.กลับมาเป็นยักษ์ที่แข็งแกร่งเหมือนเดิม”


สับ PDP เป้าพลังงานลม 5 หมื่น MW แล้ว “เอาลมที่ไหนมาผลิต”?

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP โดยเฉพาะเป้าหมายการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ซึ่งมีตัวเลขตั้งแต่ประมาณ 7,600 เมกะวัตต์ ไปจนถึง 20,000 และ 50,000 เมกะวัตต์ พร้อมตั้งคำถามว่า “เอาลมที่ไหนมาผลิตไฟได้ขนาดนี้” โดยหากประเทศไทยมีศักยภาพด้านลมไม่เพียงพอ ก็ต้องถามต่อว่าจะเอาพลังงานมาจากไหน และจะต้องพึ่งพาต่างประเทศหรือไม่ จึงเห็นว่าตัวเลขใน PDP ต้องกลับมาดูว่าประเทศไทยมีศักยภาพและทรัพยากรเพียงพอจริงหรือไม่


ชง “ระบบสูบกลับ” ใช้พลังน้ำช่วยเสริมความมั่นคงไฟฟ้า

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามต่อแนวทางใน PDP ว่า เหตุใดจึงไม่เน้นเรื่องการสูบกลับ หรือ Pumped Storage มากขึ้น โดยยกตัวอย่าง “โรงไฟฟ้าลำตะคอง” ซึ่งสามารถสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้ แล้วนำกลับมาผลิตไฟฟ้าเมื่อจำเป็น และมองว่าระบบสูบกลับเป็นอีกทางเลือกที่ควรนำมาใช้ในการบริหารระบบไฟฟ้า


“ปลดล็อกโซลาร์เสรี” คืนอำนาจผลิตไฟให้ประชาชน

นายพีระพันธุ์ เสนอให้ปลดล็อกโซลาร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ โดยมองว่า “ความมั่นคงด้านพลังงานที่แท้จริงในอนาคต คือทำอย่างไรจะให้ประชาชนสามารถผลิตไฟ ใช้ไฟโดยตัวเองได้ ไม่ต้องไปพึ่งพาใคร” เพราะนี่คือ “การปลดแอกเรื่องของพลังงาน ให้กับประชาชน” และเป็นการคืนอำนาจด้านพลังงานให้ประชาชน



ทำไม “ประชาชนต้องเป็นทาส” ซื้อน้ำมันจาก 6 โรงกลั่น

นายพีระพันธุ์ ตั้งคำถามต่อโครงสร้างน้ำมันว่า เหตุใดประชาชนต้องซื้อน้ำมันจากโรงกลั่นในประเทศ 6 แห่งเป็นหลัก หากสามารถนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากแหล่งอื่นได้ในราคาที่ถูกกว่า ก็ควรเปิดทางให้มีทางเลือกและการแข่งขัน พร้อมยกตัวอย่างโรงกลั่นน้ำมันของกองทัพที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในมิติของความมั่นคงและการสำรองพลังงาน พร้อมย้ำว่า “มันต้องวางระบบพวกนี้ใหม่ นี่คืออนาคตด้านพลังงานของประเทศ รัฐอย่าปิดประตู”


ค่าใช้จ่ายพลังงาน 2.7 ล้านล้าน กระทบครัวเรือนถึงการคลัง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในภาพรวมที่มีการพูดถึงระดับประมาณ 2.7 ล้านล้านบาทว่า เรื่องพลังงานไม่ได้จบอยู่แค่ค่าไฟหรือราคาน้ำมัน แต่กระทบไปถึงรายได้ครัวเรือน ต้นทุนภาคธุรกิจ เศรษฐกิจประเทศ รวมถึงระบบการเงินและการคลัง จึงเห็นว่าการแก้ปัญหาต้องมองทั้งระบบ


เสนอรวมองค์กรกำกับพลังงานเหลือเพียง 1 องค์กร ย้ำ! เอกชนเป็นตัวเสริม ไม่ใช่ตัวหลักแทน กฟผ.

นายพีระพันธุ์ เสนอว่า การกำกับระบบพลังงานไม่ควรมีหลายหัว แต่ควรมีองค์กรกำกับเพียง 1 องค์กร ซึ่งต้องเป็นอิสระจากฝ่ายการเมืองและกลุ่มทุน พร้อมมีทั้งอำนาจและความรับผิดควบคู่กัน ย้ำว่าไม่ได้เสนอให้เอกชนออกจากระบบพลังงาน แต่ต้องเปลี่ยนบทบาท โดย “เอกชนต้องเข้ามาเป็นตัวเสริม ไม่ใช่เข้ามาเป็นตัวหลักแบบทุกวันนี้” ส่วนที่เกินหรือส่วนที่มีความจำเป็นและรัฐไม่สามารถทำเองได้ จึงให้เอกชนเข้ามาช่วยสนับสนุน กฟผ. “ไม่ใช่มาเป็นนาย กฟผ.”


จี้ “สังคายนา” พลังงานทั้งระบบ ไม่ใช่เปลี่ยนประชาชนเป็นเครื่องจักรผลิตเงิน

นายพีระพันธุ์ สรุปแนวทางการแก้ปัญหาว่า ต้องกลับไปดูตั้งแต่ต้นทาง ทั้งกฎหมาย กกพ. บทบาท กฟผ. โครงสร้าง 3 การไฟฟ้า การประมูลโรงไฟฟ้า TOR สัญญาซื้อขายไฟฟ้า AP-EP กำลังผลิต PDP พลังงานหมุนเวียน ระบบสูบกลับ โซลาร์ ไปจนถึงโครงสร้างน้ำมัน โดยเป้าหมายคือการ “สังคายนาระบบพลังงานของประเทศ” เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับประชาชน และไม่ใช่ทำให้ประชาชนเป็นเพียง “เครื่องจักรผลิตเงินให้ใครเป็นเศรษฐี”


บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้