แชร์

UPOV 1991 กับโจทย์ใหญ่ประเทศไทย...ถึงเวลาสร้าง “ยุทธศาสตร์พันธุ์พืชไทย” หรือยัง?

อัพเดทล่าสุด: 8 ต.ค. 2026
402 ผู้เข้าชม

  UPOV 1991 คืออะไร?

UPOV 1991 คืออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืช ฉบับปี 1991 กำหนดสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์ เพื่อจูงใจให้เกิดการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ใหม่ ผู้ได้รับสิทธิอาจเป็นเกษตรกร นักวิจัย หน่วยงานรัฐ หรือบริษัท โดยต้องผ่านเงื่อนไขการคุ้มครองและยื่นขอรับสิทธิ


  ไทยเกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 อย่างไร?

ในการเจรจา FTA ไทย-EU ฝ่าย EU เสนอเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืชตาม UPOV 1991 แต่ยังเป็นข้อเสนอฝ่ายเดียว ไม่ใช่ข้อตกลงสุดท้าย ทั้งนี้ รัฐบาลชี้แจงเมื่อ 21 กันยายน 2569 ว่ายังไม่มีข้อยุติเรื่องนี้ และต้องแยกการรับข้อผูกพันใน FTA ออกจากการสมัครเป็นสมาชิก UPOV


  รทสช. มองว่าไทยควรตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991 อย่างไร?

นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เสนอว่า ไทยยังไม่ควรรีบรับข้อผูกพันเกี่ยวกับ UPOV 1991 ก่อนประเมินผลกระทบ รับฟังเกษตรกร และเตรียมกฎหมายกับระบบภายในให้พร้อม

ต้องพิจารณาผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นหลัก ทั้งสิทธิของเกษตรกร การพัฒนาพันธุ์ใหม่ การคุ้มครองพันธุ์พื้นเมือง และความสามารถในการแข่งขันของเกษตรไทย

ปัจจุบัน พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ของไทยมีลักษณะเฉพาะ เพราะนอกจากคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ ยังมีกลไกอนุรักษ์และป้องกันการฉกฉวยทรัพยากรพันธุกรรม รวมถึงข้อกำหนดเรื่องการเข้าถึงพันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าเพื่อประโยชน์ทางการค้าและการแบ่งปันผลประโยชน์



  ทำไมประเทศไทยต้องมี “ยุทธศาสตร์พันธุ์พืช”?

การแข่งขันทางการเกษตรในอนาคตไม่ได้เริ่มจากราคาที่ปลายทาง แต่เริ่มตั้งแต่ “พันธุ์” เพราะพันธุ์ที่ดีและเหมาะกับพื้นที่ ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน ทนแล้ง ทนโรค ใช้น้ำน้อย และสร้างสินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น ประเทศไทยจึงควรลงทุนด้านพันธุ์ควบคู่กับการผลิตและการตลาด ไม่รอแก้ปัญหาเฉพาะเมื่อราคาตก พันธุ์พืชควรถูกมองเป็น “ทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ”



  ระบบพันธุ์พืชของไทยควรยืนอยู่บนหลักอะไร?

ควรยึดหลัก 4 เรื่องพร้อมกัน คือ



  รักษาพันธุ์และทรัพยากรพันธุกรรมไทย
  คุ้มครองสิทธิและวิถีของเกษตรกร
  ให้ผลตอบแทนแก่คนที่ลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่
  สร้างการแข่งขันให้พันธุ์ไทยไปสู่ตลาดโลก


  ข้อเสนอทางออกเพื่อรักษาพันธุ์พื้นเมืองและพันธุกรรมไทยอย่างไร?



ควรเชื่อมฐานข้อมูลและธนาคารพันธุกรรมที่มีอยู่ให้เป็นทะเบียนระดับชาติ ครอบคลุม

 พันธุ์พื้นเมือง
 พันธุ์ที่ชุมชนรักษาสืบทอด
 พันธุ์ป่า
 พันธุ์ที่นักวิจัยไทยพัฒนาขึ้น
 ข้อมูลแหล่งกำเนิดและประวัติการใช้
 ระบบอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์จริง
 ระบบตรวจสอบและค้นหา
 เชื่อมกับระบบ Access and Benefit Sharing (ABS)
 เพื่อสร้างหลักฐานและกลไกแบ่งปันผลประโยชน์



  หากพันธุกรรมไทยถูกนำไปพัฒนาต่อและสร้างรายได้ ใครควรได้ประโยชน์?

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 มีหลักเรื่องนี้อยู่แล้ว โดยมาตรา 52 วางระบบการขออนุญาตและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้พันธุ์พืชพื้นเมืองทั่วไปและพันธุ์พืชป่าเพื่อประโยชน์ทางการค้า

ดังนั้น โจทย์ของไทยคือทำระบบที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง ใช้งานได้จริง และเชื่อมกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ อาจต้องทบทวนและปรับปรุง พ.ร.บ.นี้ให้ทันสมัยขึ้น เพราะใช้มานานกว่า 20 ปี



  ระบบคุ้มครองพันธุ์พืชของไทยแตกต่างจาก UPOV 1991 อย่างไร?



ไทยใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งมีทั้งระบบคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ และการอนุรักษ์และคุ้มครองพันธุ์พื้นเมืองและทรัพยากรพันธุกรรม รวมถึงการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ ส่วน UPOV 1991 เป็นกรอบระหว่างประเทศที่มุ่งสร้างมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิของผู้ปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่เป็นหลัก

ดังนั้น หากไทยจะปรับกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ ต้องระวังไม่ให้กลไกที่ไทยมีอยู่ด้านพันธุ์พื้นเมืองและระบบ Access and Benefit Sharing อ่อนแอลง



  ประเทศไทยควรมียุทธศาสตร์เฉพาะข้าวหรือไม่?

ควรมียุทธศาสตร์พันธุ์พืชระดับประเทศ และแผนรายพืช โดยข้าวหอมมะลิและข้าวหอมไทยควรเป็นหนึ่งในแผนสำคัญระยะ 10 ปี รวมถึงต้องวางระบบตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ การผลิต เทคโนโลยี ต้นทุน การแปรรูป การคุ้มครองแหล่งกำเนิด ไปจนถึงการสร้างแบรนด์ Thai Hom Mali ในตลาดโลก



  “ยุทธศาสตร์ข้าวหอมมะลิไทย” ต้องทำอะไรบ้าง?

ต้องพัฒนาพันธุ์ที่ยังรักษาเอกลักษณ์ ความหอม และคุณภาพ ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ทนแล้ง ทนโรค และลดต้นทุน พร้อมใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ รวมทั้งมีระบบ Traceability ยืนยันแหล่งกำเนิด และยกระดับ Thai Hom Mali ให้เป็น Premium Origin Brand ไม่ใช่แข่งขันด้วยราคาเพียงอย่างเดียว



  ข้าวหอมมะลิไทยมีชื่อเสียงอยู่แล้ว ทำไมยังต้องพัฒนาพันธุ์ใหม่?

เพราะคู่แข่งไม่ได้หยุดพัฒนา ชื่อเสียงต้องมีคุณภาพรองรับอย่างต่อเนื่อง ไทยควรพัฒนาทั้งพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ และวิธีปลูก เพื่อรับมือโรค ภูมิอากาศ และความต้องการตลาดที่เปลี่ยนไป ทั้งนี้ ในการแข่งขันในอีก 10-20 ปี หากประเทศอื่นสามารถสร้างข้าวหอมที่คุณภาพใกล้เคียง แต่ผลผลิตสูงกว่า ต้นทุนต่ำกว่า หรือเหมาะกับตลาดมากกว่า ความได้เปรียบของไทยอาจลดลง



  สหรัฐฯ เร่งพัฒนาข้าวหอม จะกระทบข้าวหอมมะลิไทยหรือไม่?

สหรัฐฯ พัฒนาข้าวหอมแบบ Jasmine มานานแล้ว แต่ยังไม่ใช่การแทนที่ข้าวหอมมะลิไทยโดยตรง แต่ในระยะยาว การแข่งขันในตลาดข้าวหอมย่อมมีแนวโน้มสูงขึ้น จึงเป็นสัญญาณให้ไทยต้องเร่งพัฒนา



  ไทยควรแข่งกับข้าวหอมจากต่างประเทศด้วย “ราคาถูกกว่า” หรือไม่?

ไทยไม่จำเป็นต้องเลือกแข่งขันด้วยราคาต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว อีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือทำให้ Thai Hom Mali มีความแตกต่างที่ผู้บริโภครับรู้ได้จริง ทั้งความหอม รสชาติ คุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย แหล่งกำเนิด และเรื่องราวของพื้นที่ผลิต คือ เปลี่ยนจากการขาย commodity ไปสู่การขาย premium origin product



  UPOV 1991 ให้สิทธิและคุ้มครองผู้พัฒนาพันธุ์พืชอย่างไร?

UPOV 1991 ให้สิทธิแก่ผู้ได้รับการคุ้มครองในเรื่องสำคัญ เช่น

  การผลิตหรือขยายพันธุ์
  การเตรียมเพื่อขยายพันธุ์
  การเสนอขาย
  การขาย
  การส่งออก
  การนำเข้า
  การเก็บส่วนขยายพันธุ์ไว้เพื่อกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ อยู่ภายใต้ข้อยกเว้น รวมถึงกรณีผลผลิตจากการใช้ส่วนขยายพันธุ์โดยไม่ได้รับอนุญาต หากผู้ได้รับสิทธิไม่มีโอกาสอันสมควรใช้สิทธิกับส่วนขยายพันธุ์นั้นมาก่อน และรวมถึงพันธุ์ที่พัฒนาต่อจากพันธุ์ตั้งต้นเป็นหลัก (EDV) ตามเงื่อนไข ระยะคุ้มครองขั้นต่ำ 20 ปี และ 25 ปีสำหรับไม้ต้นและเถาวัลย์ นับจากวันที่ให้สิทธิ



  เกษตรกรนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปใช้ พัฒนา หรือเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อได้หรือไม่?

UPOV 1991 ไม่ได้ห้ามทั้งหมดโดยอัตโนมัติ แต่การเก็บเมล็ดพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไว้ปลูกต่อ ไม่ใช่ข้อยกเว้นที่ทำได้โดยไม่มีเงื่อนไข

มาตรา 15(2) เปิดให้แต่ละประเทศกำหนดข้อยกเว้น เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตที่ได้จากไร่ของตนมาใช้เป็นส่วนขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองได้ ภายในขอบเขตที่สมเหตุสมผล และต้องคำนึงถึงผลประโยชน์โดยชอบของผู้ปรับปรุงพันธุ์

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ไทยต้องศึกษากฎหมายให้ละเอียด ก่อนรับข้อผูกพัน ไม่ใช่รับข้อผูกพันก่อนแล้วค่อยหาวิธีแก้ปัญหาเกษตรกรภายหลัง



  UPOV 1991 จะทำให้การวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชเพิ่มขึ้นหรือไม่?

มีโอกาส เพราะ UPOV มีเป้าหมายและกลไกเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลงทุนพัฒนาพันธุ์ใหม่ แต่ผลจริงขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ตลาด เงินทุน สถาบันวิจัย นโยบายรัฐ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ดังนั้น ไทยควรประเมินผลรายพืช และสนับสนุนผู้ปรับปรุงพันธุ์ไทยควบคู่กัน



  ถ้าประเทศไทยมีการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ดีขึ้น เกษตรกรได้อะไร?

หากออกแบบระบบได้ดี เกษตรกรอาจเข้าถึงพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น ทนโรค ทนแล้ง คุณภาพดี หรือใช้ปัจจัยการผลิตน้อยลง แต่ผลประโยชน์นี้ไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ รัฐต้องดูด้วยว่าเมล็ดพันธุ์ใหม่มีราคาเท่าไร เกษตรกรเข้าถึงได้หรือไม่ ตลาดมีการแข่งขันเพียงพอหรือไม่ และประโยชน์จากผลผลิตที่เพิ่มขึ้นมากกว่าต้นทุนสิทธิและเมล็ดพันธุ์ที่เพิ่มขึ้นหรือไม่



  หากไทยเดินหน้า UPOV 1991 สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันคืออะไร?

จุดยืนควรเปลี่ยนจาก “เข้าแล้วค่อยทำมาตรการรองรับ” เป็น “เตรียมประเทศให้พร้อมก่อน แล้วจึงตัดสินใจว่าจะรับข้อผูกพันระดับใด” อย่างน้อยควรมี

  การประเมินผลกระทบรายพืช
  การรับฟังเกษตรกร
  การทบทวนกฎหมาย
  ฐานข้อมูลพันธุกรรมไทย
  ระบบทะเบียนพันธุ์พื้นเมืองที่ใช้งานได้จริง
  ระบบ ABS ที่บังคับใช้ได้
  กองทุนสนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์ไทย
  กลไกคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย
  การประเมินผลกระทบรายพืช



  หากไทยเข้าร่วม UPOV 1991 เกษตรกรควรจับตาเรื่องใด?

อย่างน้อย 6 เรื่อง ได้แก่



  สิทธิในการเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อ
  การแลกเปลี่ยนและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์
  ราคาและการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์
  ขอบเขตสิทธิในผลผลิต
  การคุ้มครองพันธุ์พื้นเมืองและทรัพยากรพันธุกรรม
  สิทธิของชุมชนและการแบ่งปันผลประโยชน์



  แล้วข้อเสนอเชิงนโยบายของไทยควรเป็นอย่างไร?

“อย่ารีบเอาประเทศไทยเข้า UPOV 1991 ก่อนที่ประเทศไทยจะรู้ว่าตัวเองต้องการปกป้องอะไร”

 ไม่ได้หมายความว่าไทยต้องปฏิเสธมาตรฐานสากลหรือปฏิเสธการคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์ แต่ควรใช้ช่วงเวลานี้ปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 และโครงสร้างพันธุ์พืชของประเทศให้พร้อมเสียก่อน

 ทำทะเบียนพันธุกรรมและพันธุ์พื้นเมืองให้ครบถ้วน ทำระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้ใช้ได้จริง กำหนดสิทธิเกษตรกรให้ชัด สนับสนุนนักปรับปรุงพันธุ์ไทย และประเมินผลกระทบ UPOV รายพืช รายภูมิภาค และรายกลุ่มเกษตรกร

 จากนั้นประเทศไทยจึงค่อยตัดสินใจบนข้อมูลว่า ข้อผูกพันระดับใดให้ประโยชน์สุทธิกับประเทศมากที่สุด และส่วนใดจำเป็นต้องเจรจาเพื่อรักษาพื้นที่นโยบายของไทย



  สรุปแล้ว รทสช.คัดค้าน UPOV 1991 หรือไม่?

“เราไม่ได้ตั้งโจทย์ว่าจะต้องต่อต้านหรือสนับสนุน UPOV 1991 ตั้งแต่ต้น แต่เราไม่เห็นว่าประเทศไทยควรรีบรับข้อผูกพัน ก่อนที่กฎหมายและระบบภายในของเราจะพร้อม

วันนี้สิ่งที่ต้องรีบทำก่อนคือสำรวจและขึ้นทะเบียนทรัพยากรพันธุกรรมของไทย ปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช 2542 ให้ทันสมัย ทำระบบแบ่งปันผลประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพ คุ้มครองสิทธิเกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยไทยพัฒนาพันธุ์ใหม่

อย่ารีบเปิดประตู ก่อนที่เราจะสำรวจทรัพย์สินในบ้านของเราให้ครบ

ประเทศไทยต้องแข่งขันกับโลก แต่ต้องเข้าไปแข่งขันด้วยกติกาที่เราเข้าใจ มีฐานข้อมูลพร้อม และรู้ว่าผลประโยชน์ของเกษตรกรและประเทศอยู่ตรงไหน

เป้าหมายสุดท้ายจึงไม่ใช่แค่ ‘เข้า หรือไม่เข้า UPOV’ แต่คือ ประเทศไทยต้องมีอธิปไตยทางพันธุกรรม มีเกษตรกรที่เข้มแข็ง และมีอุตสาหกรรมปรับปรุงพันธุ์ของไทยที่แข่งขันกับโลกได้”



บทความที่เกี่ยวข้อง
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้