นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในการป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้งด้วยการพยากรณ์แม่นยำทั้งปริมาณน้ำบนฟ้าและน้ำบนดินและสร้างแก้มลิงขนาดขนาดใหญ่เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ  พรรครวมไทยสร้างชาติ

นโยบาย

  • นโยบายบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในการป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้งด้วยการพยากรณ์แม่นยำทั้งปริมาณน้ำบนฟ้าและน้ำบนดินและสร้างแก้มลิงขนาดขนาดใหญ่เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำ

พรรคมีนโยบายในการบริหารจัดการน้ำของประเทศให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในกรณีการบริหารจัดการเพื่อป้องกันน้ำท่วมและน้ำแล้ง โดยการเพิ่มศักยภาพการพยากรณ์ให้แม่นยำ และการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ให้เป็นที่รองรับน้ำสำหรับช่วยในการบริหารจัดการน้ำในสภาวะต่างๆ นโยบายของพรรคในเรื่องนี้จะแบ่งเป็น ๒ ส่วนที่เกี่ยวพันกันได้แก่ ส่วนของการพยากรณ์น้ำบนฟ้า และ ส่วนของการบริหารจัดการน้ำบนดิน


ปัญหาหลักของประเทศในเรื่องน้ำคือ ประเทศของเรายังไม่มีความสามารถในการพยากรณ์อากาศได้เทียบเท่ากับประเทศอื่นที่มีศักยภาพ เช่น อเมริกา ยุโรป จีน หรือ ญี่ปุ่น ดังนั้นเพื่อที่จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องน้ำของประเทศ พรรคจึงมีนโยบายในเรื่องการปรับปรุงความสามารถในการพยากรณ์น้ำบนฟ้าให้ได้เทียบเท่ากับประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว เมื่อศึกษาถึงวิธีการที่นานาชาติใช้ในการพยากรณ์ให้ถูกต้องนั้น จะต้องเริ่มจากการเรดาร์ตรวจอากาศเพื่อตรวจวัดปริมาณน้ำที่มีอยู่ก้อนเมฆที่ลอยอยู่ในอากาศในทุกๆ ตารางกิโลเมตรว่ามีปริมาณน้ำอยู่กี่ลูกบาศก์เมตร


โดยในปัจจุบันการใช้เรดาร์เพื่อตรวจปริมาณน้ำฝนเหนือประเทศไทยยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เรดาร์ที่มีอยู่ ก็อยู่กันแบบกระจัดกระจายโดยหลายหน่วยงานเป็นผู้รับผิดชอบ การทำงานของเรดาร์ที่มีก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างครบทุกความสามารถในการทำงาน ขาดการบำรุงรักษา รวมทั้งไม่สามารถเก็บเป็นข้อมูลที่ต้องใช้เพื่อการคำนวณหาปริมาณน้ำฝน อันเนื่องมาจากไม่ได้รับการส่งเสริมและไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในเรื่องอุปกรณ์ เรื่องงานวิจัย และอื่นๆ


ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการน้ำของประเทศ พรรคจึงมีนโยบายที่จะเริ่มต้นที่ถูกทางโดยการส่งเสริมเพื่อสร้างระบบพยากรณ์ปริมาณน้ำฝนให้แม่นยำเหมือนอารยประเทศ ส่งเสริมและผลักดันให้หน่วยงานในประเทศไทยสามารถพยากรณ์น้ำฝนได้อย่างละเอียดด้วยเรดาร์ตรวจอากาศเป็นอุปกรณ์หลัก รวมกับข้อมูลจากสถานีตรวจอากาศภาคพื้นดิน และใช้ข้อมูลดาวเทียมเป็นส่วนเสริมเพื่อนำข้อมูลที่สำคัญมาใช้คำนวณในโมเดลการคาดการณ์ทางคอมพิวเตอร์ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จะทำให้เราสามารถรู้ล่วงหน้าว่าบนท้องฟ้ามีปริมาณน้ำฝนเท่าไหร่ในระดับทุกๆ ๑ ตารางกิโลเมตรและสามารถทราบได้ถึงการเคลื่อนตัวของมวลน้ำภายในก้อนเมฆที่กำลังเคลื่อนตัวไปนั้นจะนำมวลน้ำตกลงสู่พื้นดินบริเวณใดในข้อมูลความละเอียดระดับ ๑ ตารางกิโลเมตร


เมื่อหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องสามารถคาดการณ์ได้ถึงปริมาณน้ำจากท้องฟ้าจะมีปริมาณเท่าไหร่ และมวลน้ำนั้นจะตกลงสู่ภาคในพื้นที่บริเวณไหน และที่สำคัญคือการทราบว่าจะมีน้ำจากก้อนเมฆตกลงมาในเวลาใด รัฐก็จะสามารถวางแผนล่วงหน้าได้ว่าจะบริหารจัดการมวลน้ำในแต่ละบริเวณอย่างไร ซึ่งในขั้นตอนต่อไปของการแก้ปัญหาเมื่อทราบถึงปริมาณน้ำที่จะตกลงจากฟ้าแล้วก็คือ การบริหารจัดการเพื่อให้น้ำที่ตกลงมาสู่พื้นนั้นไหลไปอยู่ในบริเวณที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการควบคุมปริมาณน้ำบนดินที่จะก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมในช่วงเวลาต่อมาถ้ามีปริมาณน้ำลงมามากจนพื้นที่รองรับน้ำทั้งในคูคลองหนองบึงแม่น้ำไม่เพียงพอ


ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่จะเกิดขึ้นเป็นประจำในลุ่มน้ำที่อยู่ในประเทศตลอดเวลา พรรคมีนโยบายในการสร้างแก้มลิงขนาดใหญ่ในทุกๆ จังหวัดที่จะสร้างให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำจากแต่ละลุ่มน้ำ เพื่อประโยชน์ในการเก็บกักน้ำสำหรับการนำน้ำมาใช้ในยามน้ำแล้งหรือเมื่อเรารู้ล่วงหน้าเราก็จะสามารถระบายน้ำออกเพื่อชะลอมวลน้ำที่จะเกิดขึ้นในยามที่เกิดปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำต่างๆ


ยกตัวอย่างแก้มลิงที่คอยช่วยรองรับน้ำในปัจจุบันเช่น บึงบอระเพ็ดมีพื้นที่จุน้ำประมาณ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือ ๑๓๐,๐๐๐ ไร่ สามารถจุน้ำได้ประมาณ ๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อเทียบกับ ๒ เขื่อนที่เป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุด ๓ เขื่อนของประเทศ คือ เขื่อนภูมิพลที่มีความจุขนาด ๑๓,๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิต์ที่มีความจุขนาด ๙,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร และ เขื่อนศรีนครินทร์ที่มีความจุขนาด ๗,๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร

ดังนั้นนโยบายในการสร้างแก้มลิงเพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ทั่วทุกจังหวัดในประเทศ ๗๗ จังหวัด จะมีขนาดความจุรวมเท่ากับ ๓๘,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งแก้มลิงทั้งหมดจะมีความสามารถการจุน้ำได้เท่ากับความจุรวมของเขื่อนใหญ่ทั้ง ๓ เขื่อนของประเทศ (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ และเขื่อนศรีนครินทร์) ซึ่งการเพิ่มศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้ถึง ๓๘,๕๐๐ ลูกบาศก์เมตร ซึ่งนับเป็นกว่า ๗๒% ของความสามารถความจุของทุกๆ เขื่อนรวมกันทั้งประเทศซึ่งเท่ากับ ๕๓,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดตามการใช้งานความจุจริงที่ ๗๕%) สำหรับเรื่องพื้นที่ที่ใช้ในการดำเนินการนั้น การสร้างแก้มลิงจะใช้พื้นที่ ๒๐๐ ตารางกิโลเมตร


ในทุกจังหวัดทั่วประเทศจะเทียบเท่ากับการใช้พื้นที่ทั่วประเทศทั้งหมด ๑๕,๔๐๐ ตารางกิโลเมตร คิดเป็นการใช้พื้นที่ดินที่มีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดของประเทศไทยที่มีขนาดประมาณ ๕๑๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร และเมื่อสร้างแก้มลิงเสร็จประเทศไทยในระยะยาวจะมีศักยภาพในการเก็บกักน้ำได้มากเก็บสองเท่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน


และสุดท้ายเมื่อมีการพยากรณ์ที่แม่นยำ ทำให้สามารถได้มาซึ่งข้อมูลปริมาณน้ำที่ถูกต้องและจำเป็นสำหรับการใช้เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำทั้งระบบที่อยู่ในส่วนของแหล่งรองรับน้ำธรรมชาติ เช่น คู คลอง หนอง บึง แม่น้ำสายต่างๆ ที่ประกอบกันเป็นลุ่มน้ำธรรมชาติ และปริมาณน้ำที่อยู่ในส่วนของแหล่งรองรับน้ำที่ถูกสร้างขึ้นทั้งจากเขื่อนกักเก็บน้ำและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ที่มีอยู่


และรวมถึงแก้มลิงขนาดใหญ่ทั้งหลายที่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้สามารถจำลองสถานการณ์ปัญหาของน้ำที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำเมื่อนำข้อมูลปริมาณน้ำที่มีอยู่จริง มาใช้ในการคำนวณโมเดลการคาดการณ์ทางคอมพิวเตอร์ด้วยระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ จะทำให้การบริหารจัดการน้ำเมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมน้ำแล้ง และรวมถึงการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ


งบประมาณที่ใช้ในการดำเนินการแบ่งเป็น ๓ ส่วนคือ ส่วนที่หนึ่ง เป็นการใช้เทคโนโลยีเรดาร์ตรวจอากาศเพื่อเก็บข้อมูลน้ำในชั้นบรรยากาศ ๑๕ แห่งทั่วประเทศ ราคาประมาณ ๓๐๐ ล้านบาทต่อสถานีรวมค่าก่อสร้าง ๔,๕๐๐ ล้านบาท รวมถึงการทำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและระบบการเชื่อมต่อข้อมูล ๕๐๐ ล้านบาท รวมส่วนที่หนึ่งเท่ากับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท และส่วนที่สอง เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการที่จะดำเนินการระยะยาวในเรื่องการเพิ่มแก้ปัญหาในการบริหารจัดการน้ำ จึงเป็นนโยบายที่จะใช้แนวทางในการดำเนินการโดยมีนโยบายให้จัดตั้งหน่วยงานภาครัฐเพื่อที่จะมีหน้าที่ในการสร้างแก้มลิงทั่วทั้งประเทศโดยตรง


เพื่อหลีกเลี่ยงการจ้างเอกชนซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตตามมาในการจ้างงานโครงการขนาดใหญ่และเป็นการประหยัดงบประมาณในการดำเนินการด้านโยธา และเพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการจ้างแรงงานโครงการขนาดใหญ่ภาครัฐ


ส่วนที่สอง และ ส่วนที่สาม ประมาณการไว้ที่ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยส่วนที่สอง งบประมาณจะมาจากการคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายประมาณการในเบื้องต้นสำหรับค่าจัดตั้งหน่วยงาน ค่าจ้างบุคลากร ค่าจ้างแรงงาน รวมถึงค่าใช้จ่ายเครื่องจักรยนต์หนัก ๑๐ ชุดที่จะใช้ดำเนินการทยอยขุดใน ๑๐ กลุ่มพื้นที่ในการสร้างแก้มลิงทั่วประเทศ และสุดท้ายส่วนที่สาม คืองบประมาณในส่วนของบุคลากรทั้งระบบที่จะรับผิดชอบในการวิจัยและพัฒนาระบบบริหารจัดการในการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำต่างๆ ที่มีอยู่คือ ๒๒ ลุ่มน้ำหลัก และ ๓๕๐ ลุ่มน้ำสาขา ให้สามารถแก้ปัญหาและสามารบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป็นการป้องกันภัยพิบัติอันอาจจะเกิดจากเหตุการณ์จากทั้งกรณีน้ำท่วมหรือเกิดภาวะน้ำแล้ง หรือที่สำคัญคือการควบคุมและกำกับเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ