"อรรถวิชช์" ชี้กฎหมายเศรษฐกิจล้าหลัง แช่แข็ง SME-ประชาชน
อัพเดทล่าสุด: 20 ม.ค. 2026
107 ผู้เข้าชม

"อรรถวิชช์" ชี้กฎหมายเศรษฐกิจล้าหลัง แช่แข็ง SME-ประชาชน เสนอรื้อเครดิตบูโร ดันมาตรฐาน มอก. สกัดทุนเทา
.
วันที่ 20 มกราคม 2569 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีฟังเสียงประชาชน ในหัวข้อ "ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง"
.
ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า หลังปี 2540 ภาครัฐให้ความสำคัญกับความมั่นคงของธนาคาร (Safe and Sound) อย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น ปัญหานี้สะสมยาวนานจนกลายเป็นหนี้เสียเชิงโครงสร้าง
.
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึง กฎหมายเครดิตบูโร ว่าบทลงโทษแรงเกินไป ผิดนัดเพียงครั้งเดียว ข้อมูลจะถูกบันทึกนานถึง 36 เดือน เท่ากับเป็นการ "แช่แข็ง" ทั้งที่ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งทุกประเทศเกิดการแข่งขันทางธนาคารพาณิชย์ยกเว้นประเทศไทย ทั้งนี้คนติดเครดิตบูโรในประเทศไทยมีราว 5 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 90% เป็นวัยทำงาน โดยเสนอให้ปรับระบบเครดิตบูโร เป็นระบบ "Credit Scoring" คะแนนสูงดอกเบี้ยต่ำ คะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง เพื่อให้ยังเข้าถึงเงินกู้ได้ในอัตราที่เหมาะสม ไม่ถูกตัดโอกาสทั้งชีวิต นอกจากนี้ ยังผลักดัน "กฎหมายล้มละลายแนวใหม่" ที่เน้นฟื้นฟูตัวคนไม่ใช่แค่ฟื้นฟูกิจการ ลดขั้นตอนซับซ้อน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กกลับมายืนได้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กฎหมายยังรอการพิจารณาในวุฒิสภา
.
สำหรับปัญหาทุนเทา ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่าการจับกุมอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ "มาตรฐาน" เป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. และกลไกของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อกันสินค้าคุณภาพต่ำจากต่างชาติ และคุ้มครองผู้ประกอบการไทย
.
พร้อมกันนี้ ยังนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การสร้างแพลตฟอร์มรัฐแบบ "Super App" ต่อยอดจาก "เป๋าตัง" เพื่อดึง SME เข้าสู่ระบบ , เปิดเสรีพลังงานสะอาด ลดค่าไฟฟ้า รองรับกติกาคาร์บอนโลก , ช่วย SME ควบคุม Credit Term ด้วยการออกกฎหมายควบคุมการจ่ายเงินให้อยู่ในช่วง 30-45 วัน และเร่งภาครัฐเบิกจ่ายให้เอกชนเร็วขึ้น , การใช้มาตรฐานเป็นกำแพงป้องกันเข้มงวดเรื่อง มอก. และใช้ระบบการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคัดกรองการลงทุนที่มีคุณภาพ
.
ผลิตโดย พรรครวมไทยสร้างชาติ
35/3 ซอยอารีย์ 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลา ที่ปรากฏ
.
วันที่ 20 มกราคม 2569 ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์บนเวทีฟังเสียงประชาชน ในหัวข้อ "ประเทศไร้ทิศ เศรษฐกิจไร้ทาง"
.
ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่า หลังปี 2540 ภาครัฐให้ความสำคัญกับความมั่นคงของธนาคาร (Safe and Sound) อย่างเข้มงวด ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายเล็กและประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนยากขึ้น ปัญหานี้สะสมยาวนานจนกลายเป็นหนี้เสียเชิงโครงสร้าง
.
ดร.อรรถวิชช์ กล่าวถึง กฎหมายเครดิตบูโร ว่าบทลงโทษแรงเกินไป ผิดนัดเพียงครั้งเดียว ข้อมูลจะถูกบันทึกนานถึง 36 เดือน เท่ากับเป็นการ "แช่แข็ง" ทั้งที่ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่มีหนี้ครัวเรือนสูงติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ซึ่งทุกประเทศเกิดการแข่งขันทางธนาคารพาณิชย์ยกเว้นประเทศไทย ทั้งนี้คนติดเครดิตบูโรในประเทศไทยมีราว 5 ล้านคน ซึ่งมากกว่า 90% เป็นวัยทำงาน โดยเสนอให้ปรับระบบเครดิตบูโร เป็นระบบ "Credit Scoring" คะแนนสูงดอกเบี้ยต่ำ คะแนนต่ำดอกเบี้ยสูง เพื่อให้ยังเข้าถึงเงินกู้ได้ในอัตราที่เหมาะสม ไม่ถูกตัดโอกาสทั้งชีวิต นอกจากนี้ ยังผลักดัน "กฎหมายล้มละลายแนวใหม่" ที่เน้นฟื้นฟูตัวคนไม่ใช่แค่ฟื้นฟูกิจการ ลดขั้นตอนซับซ้อน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กกลับมายืนได้อีกครั้ง ซึ่งขณะนี้กฎหมายยังรอการพิจารณาในวุฒิสภา
.
สำหรับปัญหาทุนเทา ดร.อรรถวิชช์ ระบุว่าการจับกุมอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ "มาตรฐาน" เป็นเครื่องมือ โดยเฉพาะมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. และกลไกของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพื่อกันสินค้าคุณภาพต่ำจากต่างชาติ และคุ้มครองผู้ประกอบการไทย
.
พร้อมกันนี้ ยังนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจของพรรครวมไทยสร้างชาติ 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การสร้างแพลตฟอร์มรัฐแบบ "Super App" ต่อยอดจาก "เป๋าตัง" เพื่อดึง SME เข้าสู่ระบบ , เปิดเสรีพลังงานสะอาด ลดค่าไฟฟ้า รองรับกติกาคาร์บอนโลก , ช่วย SME ควบคุม Credit Term ด้วยการออกกฎหมายควบคุมการจ่ายเงินให้อยู่ในช่วง 30-45 วัน และเร่งภาครัฐเบิกจ่ายให้เอกชนเร็วขึ้น , การใช้มาตรฐานเป็นกำแพงป้องกันเข้มงวดเรื่อง มอก. และใช้ระบบการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อคัดกรองการลงทุนที่มีคุณภาพ
.
ผลิตโดย พรรครวมไทยสร้างชาติ
35/3 ซอยอารีย์ 5 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400
จำนวน 1 ชุด ตามวันและเวลา ที่ปรากฏ


