’ศศิกานต์‘ หนุน ‘ปกรณ์’ ปฏิรูประบบราชการ เสนอจัดตั้ง “ศาลที่ดิน” แก้ข้อพิพาทรัฐ-ประชาชน ชัดเจน รวดเร็ว เป็นธรรม
อัพเดทล่าสุด: 30 ก.ค. 2026
34 ผู้เข้าชม

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชม และสนับสนุนแนวทางของ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ในการผลักดัน การปฏิรูประบบราชการ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ ลดความซ้ำซ้อนต่างๆ
.
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณานำ “ศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน” หรือ “ศาลที่ดิน” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
.
น.ส.ศศิกานต์ ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากเผชิญปัญหาข้อพิพาทด้านที่ดิน ทั้งกรณีทำกินหรืออยู่อาศัยมานาน แต่ถูกแจ้งว่าพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ กรณีมีเอกสารสิทธิ เช่น โฉนด น.ส.3 หรือ ภบท.5 แต่หน่วยงานรัฐตีความแตกต่างกัน รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเอกสารสิทธิของประชาชนกับแนวเขตของรัฐ
.
ขณะเดียวกัน คดีที่ดินยังต้องเข้าสู่กระบวนการศาลทั่วไป ทำให้การพิสูจน์สิทธิใช้เวลานาน บางคดีต่อสู้กันหลายปีหรือเป็นสิบปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความซับซ้อนของกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2551
.
สำหรับแนวคิด “ศาลที่ดิน” จะเป็นศาลเฉพาะทางที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน แตกต่างจากระบบเดิมที่คดีต้องเข้าสู่ศาลทั่วไป โดยใช้ ระบบไต่สวน ให้ศาลมีบทบาทค้นหาข้อเท็จจริง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้คดีเพียงลำพัง
.
รูปแบบที่เสนอ คือ ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง และมีองค์คณะพิจารณาประกอบด้วย ผู้พิพากษาอาชีพ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาชน เพื่อให้การพิจารณาคดีมีทั้งมุมมองด้านกฎหมายและข้อเท็จจริงจากพื้นที่
.
ศาลที่ดินจะช่วย เร่งการพิสูจน์สิทธิ ลดปัญหาที่ดินทับซ้อน ลดคดีค้างสะสม เพิ่มความเป็นธรรมให้ประชาชนที่มีสิทธิโดยสุจริต และช่วยให้รัฐดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีของรัฐ โดยเน้นการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
“เรื่องที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือเรื่องบ้านและที่ทำกินของคนไทย การผลักดันศาลที่ดินควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดภาระประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม” ศศิกานต์ กล่าว

.
พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณานำ “ศาลชำนัญพิเศษคดีที่ดิน” หรือ “ศาลที่ดิน” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญ เพื่อแก้ไขข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชนให้มีความชัดเจน รวดเร็ว และเป็นธรรมยิ่งขึ้น
.
น.ส.ศศิกานต์ ระบุว่า ปัจจุบันประชาชนจำนวนมากเผชิญปัญหาข้อพิพาทด้านที่ดิน ทั้งกรณีทำกินหรืออยู่อาศัยมานาน แต่ถูกแจ้งว่าพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ กรณีมีเอกสารสิทธิ เช่น โฉนด น.ส.3 หรือ ภบท.5 แต่หน่วยงานรัฐตีความแตกต่างกัน รวมถึงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างเอกสารสิทธิของประชาชนกับแนวเขตของรัฐ
.
ขณะเดียวกัน คดีที่ดินยังต้องเข้าสู่กระบวนการศาลทั่วไป ทำให้การพิสูจน์สิทธิใช้เวลานาน บางคดีต่อสู้กันหลายปีหรือเป็นสิบปี สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความซับซ้อนของกฎหมายหลายฉบับ เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.พัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2551
.
สำหรับแนวคิด “ศาลที่ดิน” จะเป็นศาลเฉพาะทางที่พิจารณาคดีเกี่ยวกับ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน แตกต่างจากระบบเดิมที่คดีต้องเข้าสู่ศาลทั่วไป โดยใช้ ระบบไต่สวน ให้ศาลมีบทบาทค้นหาข้อเท็จจริง ไม่ปล่อยให้ประชาชนต้องต่อสู้คดีเพียงลำพัง
.
รูปแบบที่เสนอ คือ ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรง และมีองค์คณะพิจารณาประกอบด้วย ผู้พิพากษาอาชีพ ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ และผู้เชี่ยวชาญจากภาคประชาชน เพื่อให้การพิจารณาคดีมีทั้งมุมมองด้านกฎหมายและข้อเท็จจริงจากพื้นที่
.
ศาลที่ดินจะช่วย เร่งการพิสูจน์สิทธิ ลดปัญหาที่ดินทับซ้อน ลดคดีค้างสะสม เพิ่มความเป็นธรรมให้ประชาชนที่มีสิทธิโดยสุจริต และช่วยให้รัฐดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ
.
ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ภายใต้กรอบงบประมาณประจำปีของรัฐ โดยเน้นการปรับปรุงระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
.
“เรื่องที่ดินไม่ใช่แค่เรื่องเอกสาร แต่คือเรื่องบ้านและที่ทำกินของคนไทย การผลักดันศาลที่ดินควบคู่กับการปฏิรูประบบราชการ จะเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดภาระประชาชนและสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม” ศศิกานต์ กล่าว



